- เกือบจะถึงลมหายใจสุดท้าย -

                                                 

                                                                              

              อัลฮัมดูลิลลาฮฺกับทุกสิ่งที่พระองค์ทรงมอบให้กับบ่าวของพระองค์ผู้นี้อย่างเหลือคณานับ ทุกอย่างไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เว้นแต่เป็นสิ่งอนุมัติจากพระองค์ นับเป็นหนึ่งความเมตตาอย่างเหลือล้นกับสิ่งที่พระองค์ทรงมอบให้บ่าวผู้นี้ในเดือนร่อมาฎอนอันทรงเกียรติปี ฮ.ศ.1430นี้ ช่วงร่อมาฎอนที่เพิ่งผ่านมานี้เป็นร่อมาฎอนที่แปลกพิเศษที่สุดในชีวิตตัวเองที่ผ่านมา ที่พระองค์ทรงประสงค์ให้ได้สัมผัสกับช่วงเวลาแห่งความเจ็บป่วยที่หนักที่สุดเท่าที่เคยได้สัมผัส(อัลฮัมดูลิลลาฮฺ) และช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเอง ทำให้มีอะมานะฮฺอันนึงที่ตัวเองได้บอกกล่าวกับอัลลอฮฺในช่วงหนึ่งขณะเจ็บป่วยนั้น ว่าจะบอกเล่าต่อแก่พี่น้องหากมันจะเป็นประโยชน์แก่พี่น้องให้มากที่สุด (เท่าที่พระองค์ให้ความสามารถ) 
         
           
ณ ช่วงเวลาที่ได้รักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ด้วยอาการไข้สูง เจ็บคอ ไอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตัว เจ็บหู และปวดหัวจี๊ดๆ(เป็นบางช่วง) หนาวสั่น และอ่อนแรง อาการดังกล่าวอาจไม่รู้สึกทรมานอะไร หากมันไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมๆกัน แต่เมื่อรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาก็มักจะคอยบอกกล่าวกับตัวเองอยู่เสมอว่า ”อดทน อดทน อัลลอฮฺกำลังลบล้างความผิดให้กับเราอยู่ ”  “อัลลอฮฺรักเราอัลลอฮฺจึงทดสอบเรา” ก่อนหน้านี้เคยแอบอิจฉาพี่น้องที่ได้รับความเจ็บป่วยอยู่บ่อยๆ เพราะรู้สึกว่าทำให้เขาได้อยู่ใกล้ชิดกับพระองค์มากขึ้น ทำให้เขาได้รู้จักอดทน (“และอัลลอฮฺก็จะทรงอยู่กับบ่าวที่อดทน” ) สิ่งต่างๆเป็นไปตามพระประสงค์ของอัลลอฮฺ ทำให้ตัวเองมีกำลังใจดีขึ้น และเนื่องด้วยเพราะได้รับกำลังใจจากคนรอบๆตัวและวงกว้างออกไป หลังจากนั้นอาการต่างๆก็เริ่มดีขึ้นมาจากวันที่ทรุดหนัก หลังจากที่หมอทำการวินิจฉัยโรคและทำการรักษาด้วยวิธีให้ฉีดยาฆ่าเชื้อ(ไปเกือบสิบขวด) และกินยา ซึ่งการกินยาเป็นอีกสิ่งที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยอย่างมาก จำต้องกินยาหลายๆเม็ด บางเม็ดก็ใหญ่บะเริ่ม(แต่คนอื่นว่าเล็ก) โดยปกติแล้วเป็นคนไม่ชอบกินยามาแต่ไหนแต่ไรแล้วด้วย เลยทำให้ต้องรู้สึกเหนื่อยกับสิ่งนี้ จากนั้นก็ทำการรักษาเรื่อยมาจนกระทั่งวันที่ไข้ลดลงเป็นปกติ หมอจึงอนุญาตให้กลับบ้านได้ พร้อมกับมียาติดไม้ติดมือกลับไปกินต่อ …
         
            
หลังจากออกจากโรงพยาบาล ก็มาพักฟื้นต่อที่หอพัก สามสี่วันจากนั้นมีเหตุทำให้ต้องกลับไปที่โรงพยาบาลอีกครั้ง ด้วยอาการมึนเวียน หน้ามืด และอาเจียรทุกวัน ตอนนั้นกำลังสงสัยตัวเองว่ามีอาการแพ้ยา เลยกลับไปยังโรงพยาบาลเดิมในช่วงกลางคืน จากนั้นก็เข้าพบหมอในห้องฉุกเฉิน หลังจากหมอซักประวัติเสร็จ หมอก็วินิจฉัยว่า อาจเป็นอาการแพ้ยา  แล้วหมอก็ถามต่อว่า แล้วจะให้หมอฉีดยามั้ย
? หรือจะเอายาไปกิน? เลยรีบตอบทันทีโดยไม่ต้องคิดว่า “ฉีดค่ะ” (เนื่องจากไม่ชอบกิน) หมอจึงสั่งพยาบาลให้ฉีดยาเข็มนึงซึ่งผสมด้วยตัวยาสองตัว พยาบาลบอกให้นอนบนเตียงในห้องฉุกเฉิน ที่ปิดรอบเตียงด้วยผ้าม่าน ซึ่งบรรยากาศในห้องนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย และเสียงดังโหวกเหวกมาก มีทั้งคนเพิ่งถูกรถชน คนเมาเหล้าประสบอุบัติเหตุ คนใส่เครื่องช่วยหายใจ เสียงพยาบาล และเสียงญาติผู้ป่วยที่มาโวยวาย หลังจากที่พยาบาลสั่งให้เหยียดแขนและกำมือ จากนั้นพยาบาลก็ฉีดยาเข็มนั้นเข้าไปในเส้นเลือดแขนข้างขวาเข้า แล้วก็เดินจากไป ในช่วงแวบนั้นที่ยาฉีดเข้าสู่ร่างกาย ทำให้รู้สึกซ่าวืดไปทั้งตัว รู้สึกจะอาเจียรขึ้นมา และหายใจไม่ออก เลยพยายามจะยกตัวขึ้น และพยายามจะเปล่งเสียงเรียกพยาบาลที่กำลังยืนหันหลังพูดคุยกันอยู่ตรงหน้า ซึ่งห่างออกไปสักระยะ เรียกอยู่สามสี่ครั้งได้ พยาบาลจึงหันมา และเอากระโถนมาให้ แต่แม่ที่อยู่โต๊ะหมอ ซึ่งห่างไกลออกไปตั้งเยอะ ได้ยินเสียงเรียกลูก และวิ่งมาถึงที่เตียงพร้อมๆกับพยาบาล ตอนนั้นแม่บอกว่าหน้าลูกหน้าซีดเหมือนไม่มีเลือด ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงทั้งมือและขา มือและตัวเย็บเฉียบ ไม่มีกระทั่งเรี่ยวแรงที่จะกำมือ รู้สึกหนาวสั่น และรู้สึกหายใจไม่ค่อยออก เอ่ยถามแม่ที่ยืนอยู่ข้างหัวทีละคำว่า “ทำไมถึงไม่แรงเลย หายใจไม่ค่อยออกด้วย” แม่เริ่มเสียงสั่น และวิ่งออกไปตามหมอมาดู บอกให้ดูลูกหน่อยว่าเป็นอะไร หมอและพยาบาลยืนมองนิ่ง ทำหน้าเหมือนให้คำตอบอยู่ตรงนั้นทั้งคู่ว่าไม่รู้เหมือนกัน จนแม่ดูท่าเหมือนหมอเองก็จะช่วยอะไรไม่ได้ เลยยืนจับมือแน่น และบอกด้วยเสียงอันสั่นๆให้นึกถึงอัลลอฮฺ บอกว่าอัลลอฮฺอยู่กับเรา และบอกให้กล่าวชาฮาดะฮฺอยู่ไม่หยุด ในช่วงเวลานั้นก็ทำตามที่แม่บอก กล่าวชะฮาดะฮฺออกมาทีละคำๆด้วยกับน้ำตาและแรงหายใจที่รู้สึกว่ามีอยู่เล็กน้อย พยาบาลและหมอก็ยืนมองอยู่ตรงมุมเดิม ในช่วงเวลาที่นอนกล่าวชาฮาดะฮฺอยู่นั้น หัวใจสั่นระรัวนึกถึงแต่เพียงอัลลอฮฺและความตาย ในช่วงแรกหัวใจสั่นวุ่นวาย รู้สึกตกใจกลัว นี่จะถึงเวลาตายของเราแล้วใช่มั้ย ในช่วงแวบเดียวกันนึกถึงความดี-ความชั่วในอดีต ถึงนึกสวรรค์-นรก นึกว่าถ้าเราตายตอนนี้อะไรคือสิ่งที่อัลลอฮฺจะทรงตอบแทนให้กับเราในอาคิเราะฮฺ และนึกถึงชีวิตแห่งหลุมฝังศพ รู้สึกกลัวอยู่ได้พักหนึ่ง สักครู่เดียวก็มีความคิดหนึ่งซึ่งขัดแย้งกับความรู้สึกเดิมเกิดขึ้นมา ซึ่งเกิดคำถามขึ้นกับตัวเองว่า แต่เราต้องพร้อมที่จะตายอยู่ตลอดเวลาไม่ใช่หรอ ไหนเราเคยบอกกับคนอื่นๆว่าเราต้องพร้อมที่จะตายอยู่เสมอในทุกๆวินาทีทุกๆเวลา แล้วทำไมเราถึงต้องกลัวที่จะตายอีก เราต้องไม่กลัวสิ เราต้องพร้อมที่จะตาย เราต้องยอมรับในสภาวการณ์ของพระองค์สิ ทำไมเราต้องกลัวด้วย หากมันเป็นความประสงค์ของอัลลอฮฺก็ไม่มีอะไรขวางกั้นได้ทั้งนั้น นี่เราอายุยี่สิบเอ็ดเองเนอะเราก็ต้องตายแล้วหรอนี่ แต่หากพระองค์ทรงประสงค์ให้เราตายตอนไหนเราก็ต้องตาย ความคิดโจมตีตัวเองเข้ามาในหัวอยู่ไม่หยุด แต่ก็บอกกับพระองค์อีกว่าหากพระองค์ทรงให้มีชีวิตอยู่ต่อไป เราจะพยายามเป็นบ่าวที่ดีที่สุดให้ได้ หลังจากนั้นก็ขอดุอาอฺ ขออภัยโทษต่อพระองค์อยู่ในใจ ช่วงเวลาเดียวกันก็พยายามจะหายใจให้อยู่รอดให้ได้ต่อไป พร้อมกับปากที่กล่าวชะฮาดะฮฺ  และพยายามจะขยับมือขยับขาให้ได้ไปพร้อมๆกัน เพื่อประทังชีวิตตัวเองไว้ เพื่อให้รู้ว่าตัวเองยังมีเรี่ยวแรงอยู่ แต่ในใจก็นึกถึงแต่พระองค์ ขออภัยโทษและขอความช่วยเหลือต่อพระองค์ เพียงพระองค์เท่านั้นที่สามารถช่วยเหลือได้ในทุกสิ่ง นอนอยู่ชั่วครู่หนึ่ง เมื่อหัวใจสามารถทำใจที่จะตายได้แล้วทำให้หัวใจเริ่มสงบ แต่ก็ยังมีแฝงด้วยความกลัวอยู่บ้าง ที่ยังไงก็ไม่สามารถขจัดไปให้หมดได้ในช่วงเวลานั้น ตามองไปที่นาฬิกาที่แขวนอยู่บนฝาผนังตรงปลายขาเตียง วินาทีไหนน่ะที่พระองค์จะทรงเอาวิญญาณเรากลับไปยังพระองค์ นอนทำใจและปากกล่าวชะฮาดะฮฺอยู่ตลอด ไม่มีใครสามารถรู้ได้ถึงความรู้สึกในช่วงเวลานั้นที่อยู่ในหัวใจเราได้เลยจริงๆเว้นแต่อัลลอฮฺ แม้กระทั่งแม่ที่ยืนอยู่ข้างๆตัวเราในขณะนั้นก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าหัวใจเรารู้สึกยังไง ถึงแม้ว่าขณะที่เล่าออกไปให้ใครฟังก็ตาม ก็เชื่อได้ว่าไม่มีใครอาจสัมผัสความรู้สึกในวินาทีนั้นได้อย่างถึงใจจริงๆ มันน่ากลัวมากกับห้วงเวลาที่คิดว่ามันเกือบจะถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิตเราแล้ว มันต่างกันอย่างลิบลับกับช่วงเวลาที่เรานึกถึงความตายในช่วงปกติจนทำให้เรารู้สึกกลัว ร้องไห้ เพราะขณะนั้นในใจลึกๆแล้วเราไม่ได้รู้สึกจริงๆว่าตัวเราจะต้องตายในวินาทีนั้นเหมือนกับที่ประสบอยู่นี้ เมื่อหัวใจสงบลง ความวุ่นวายหายไป และสักพักหนึ่งแม่ก็พูดอย่างมีความหวังขึ้นมาว่า หน้าลูกเริ่มมีสีขึ้นมาบ้างแล้ว และตอนนั้นรู้สึกได้ว่าลมหายใจเริ่มเข้ามาในปอดตัวเองมากขึ้น แต่มือและขาก็ยังคงอ่อนเรี่ยวแรงอยู่ พยายามนอนนิ่งทำใจให้สงบลงและยอมรับในทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้น ด้วยสายตาที่ยังคงมองไปยังเข็มนาฬิกาที่เดินหมุนไปในทุกวินาที พลางรอวินาทีสุดท้ายของลมหายใจ แต่เมื่อนอนอยู่อย่างสงบพักหนึ่งก็รู้สึกเริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นมา สามารถขยับมือเองได้บ้างแล้ว แม่ยิ้มดีใจและมีความหวังขึ้นมา ถามว่าพอจะไหวแล้วใช่มั้ย ก็พยักหน้าตอบรับไปเพื่อความสบายใจของแม่ ทั้งที่ตอนนั้นยังรู้สึกว่าขายังคงอ่อนแรงยังไม่สามารถขยับได้อีก สักพักใหญ่ๆรู้สึกหายใจได้มากขึ้น และสามารถขยับมือ ขยับขาได้บ้างแล้ว พอดีกับหมอเดินมาถามว่า จะนอนโรงพยาบาลอีกสักคืนมั้ย เพื่อหมอจะได้สังเกตอาการ แต่ในใจตอนนั้นก็คิดว่า ขอกลับดีกว่า เพราะหากถึงเวลาที่เราต้องตายจริงๆ ถึงยังไงมนุษย์คนใดก็มิอาจขวางกั้นพระประสงค์ของอัลลอฮฺได้อย่างแน่นอน ถ้าจะต้องตายก็ไม่อยากตายในสภาพบรรยากาศห้องฉุกเฉินอันวุ่นวายนี่หรอก จึงบอกแม่ว่าขอกลับดีกว่า . . .
           
           
จากนั้นมาพระองค์ก็ทรงให้เราได้มีลมหายใจจวบจนวันนี้วินาทีนี้ นับได้ว่าเป็นกำไรของชีวิตอย่างมากที่พระองค์ทรงเมตตาให้ได้ลิ้มรสช่วงเวลาดังกล่าว ถึงแม้ว่ามันจะทำให้ใจเสียอยู่สักพักใหญ่ๆก็ตาม แต่มันคุ้มค่ามากต่อการได้เตือนสติตัวเองและพี่น้องให้ต้องระลึกถึงความตายอยู่ตลอดเวลา ให้ต้องพร้อมที่จะตายอยู่ทุกขณะและทุกสภาพ หากเมื่อใดถึงเวลาที่เราจะต้องกลับคืนสู่อัลลอฮฺผู้สร้างเรา เมื่อนั้นเราก็ต้องพร้อมที่จะกลับไปสู่พระองค์ โดยที่เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าหากเราตายในวินาทีใดนั้น หนทางในอาคิเราะฮฺของเราจะเป็นเช่นใด เราไม่อาจรู้ถึงน้ำหนักของสมุดบัญชีข้างซ้ายและข้างขวาได้ในตอนนี้ ไม่อาจรู้ได้ว่าการงานใดบ้างที่พระองค์ทรงตอบรับและไม่ตอบรับ แต่สิ่งที่ทำได้ในขณะที่เรายังมีชีวิตและมีลมหายใจอยู่ตอนนี้ก็คือ
ทำทุกสิ่งให้ดีที่สุดต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ผู้สร้างเรา    
                       

             “ แท้จริงแล้วชีวิตเราเป็นของพระองค์ และแน่แท้เราจะต้องกลับไปยังพระองค์ ”                                
                  
     



                                                           
                  
                            

~ โดย Hidayah บน ตุลาคม 11, 2009.

21 Responses to “- เกือบจะถึงลมหายใจสุดท้าย -”

  1. ฮูดาาาาาาาาาาาา…น้ำตาตีไหลอ่ะ…มองเห็นภาพ แต่คงรู้สึกเท่าฮูดาไม่ได้…ลาบะซา ตอฮูรุน อินชาอัลลอฮฺ—ไม่เป็นไร บริสุทธิ์แล้ว หากอัลลอฮฺทรงประสงค์ช่วงสอบที่ผ่านมาตีไข้ขึ้น มีอาการแปลกๆ(ซึ่งเคยเป็นอยู่ครั้งนึงช่วงปิดเทอม ก็ไม่ได้เอะใจอะไร)ขณะที่ก้มรูกัวะ ยิ่งสูญูดจะมีอาการเจ็บตรงโหนกแก้มมาก เราก็แอบมีร้องไห้น่ะ ทำไมต้องเจ็บช่วงสุญูดด้วย(เปลี่ยนอิริยาบทอื่นๆก็จะเจ็บเช่นกัน)ก็โทรถามอามานี อามานีก็บอกให้ไปตรวจดู…ก็ไปหาหมอ หมอบอกว่าเป็นไซนัส(ตั้งนานแหระ)…ถูกสั่งห้ามดื่มน้ำเย็น ให้ทานยาให้หมดอีกต่างหาก โหยยยยย…ใจเนี่ยอยากโวยวายใส่หมอว่า หนูไม่เอา หนูไม่อยากกินยาแต่ทำไม่ได้…นอกจากยิ้มตอบ เพราะกลัวไม่อยากเป็นอะไรมากกว่านี้ เดี๋ยวจะยิ่งมากกว่ากินยา…แต่ก็หายดีแล้ว…อัลฮัมดูลิ้ลลาฮฺ คงต้องดูแลสุขภาพให้มากกว่านี้ เรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกายอย่างที่ตีเคยส่งข้อควาามไปบอกนั่นแหระ เวลาเราป่วยรู้สึกได้เลยว่าอัลลอฮฺรักเรามากมาย ดูแล้วน่าอิจฉา……เราต้องสุขภาพดี…จะได้มีแรง มีพลังอยู่เพื่อศาสนาของพระองค์ต่อไปดูแลสุขภาพด้วยน่ะจ๊ะอุคตี…^^รักน๊า…

  2. สุขภาพ…อะมานะฮฺที่เรามักละเลยสรุปว่าตัวเองเป็นโรคอะไรหรอดีขึ้นแล้วใช่ป่ะเราเองก็เคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาแต่ไม่รุนแรงเท่าตัวเองน่ะ (ไม่ถึงขั้นไปนอนโรงพยาบาล แต่ต้องทรมานอยู่บนเตียงที่บ้าน)(ขนาดอ่านที่ตัวเองเขียนเรายังหายใจแทบไม่ออกเลย)อัลฮัมดุลิลลาฮฺ หรับการเตือนของอัลลอฮฺที่มอบให้ตัวเอง (โดนสะกิดแรงนะเนี่ย)ญะซากิลลาฮฺ ที่นับสิ่งดีๆมาเล่าสู่กันฟังดูแลตัวเองดีๆนะแล้วพบกันในดุอาอฺ

  3. หมอบอกว่า…เป็นไข้หวัดใหญ่ (สายพันธุ์ไหนไม่รู้) และติดเชื้อที่ปอดจ๊ะตอนนี้ก็อัลฮัมดูลิลลาฮฺ…. ดีขึ้นมาก แต่ก็ยังมีไข้อยู่ทุกวัน จนถึงวันนี้ ใช่ !!! "ร่างกายเป็นอะมานะฮฺหนึ่งที่อัลลอฮฺมอบให้เรา ซึ่งเราต้องดูแลให้ดี" คือคำพูดที่แม่และน้องๆชอบย้ำเตือนเรา เพื่อให้เราจะได้กินยาแต่โดยดี แล้วมันก็ได้ผล . . . .

  4. รายงานจากอับดุลลอฮฺ อิบนุอับบาส ท่านรอซุล ได้กล่าวไว้ว่า "ความโปรดปรานสองประการที่มนุษย์ส่วนมากมักจะละเลย คือ การมีสุขภาพพลานามัยที่ดีและการมีเวลาว่าง " บันทึกโดย อัลบุคอรียฺ

  5. รายงานจากอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัร กล่าวว่า ท่านรอซุลได้จับไหล่ทั้งสองของฉันและกล่าวว่า"ท่านจงอยู่บนโลกดุนยาแห่งนี้ เสมือนว่าท่านเป็นคนแปลกหน้าหรือผู้เดินผ่าน" และท่านอุมัรได้กล่าวว่า … และจงเตรียมสุขภาพที่ดีของท่านไว้สำหรับความเจ็บป่วยของท่าน และจงเตรียมชีวิตของท่านไว้ สำหรับความตายของท่าน บันทึกโดย อัลบุคอรียฺ

  6. อัสลามุอะลัยกุมวะเราะห์มะตุ้ลลอฮิวะบะร่อกาตุแหม! อิจฉาจังวันนั้นน่าจะจามใส่เราบ้าง…จริงๆนะ!

  7. น้องฟาติมะฮฺนี่…นำบททดสอบนี้มาเป็นบทเรียนรู้ก็ได้ละมั้ง…ถึงขั้นให้จามใส่เลย…สุขภาพดี สุขภาพดี สุขภาพดีจะได้…ทำงาน ทำงาน ทำงาน

  8. >>> ลาบะซา ฏอฮูรุน อินชาอัลลอฮฺ <<<ปล. ช่วงนี้พี่น้องหลายคนป่วยกันเยอะ เชื้อดื้อ(หมอ)มีกันกันเกือบทุกคน หมอห้ามอะไร ทำหมด ห้ามกินนู่นกินนี่ก็กิน นอนก็ดึก ทำเป็นลืมกิยาก็มี …… น่าตีจริง ๆ

  9. แหมครูฟาติมะฮฺ บ่นตัวเองอยู่รึ?ช่วงฉันไม่สบาย…เป็นเด็กดีจ้า ทั้งไม่ดื่มน้ำเย็น กินยาครบตามหมอสั่ง(เห็นยาครั้งแรก ร้องจ๊าก…ลั่นบ้านแห่งการเยียวยา ไม่เชื่อ…ลองถามก๊ะกี้ได้) นอนเร็วอีกด้วย…ยังไงงานนี้ครูฟาติมะฮฺ จะตีหนูฮายาตี ไม่ได้น๊า…ปล.แกทำเค้กช็อคโกแลตล้า ฉันอยากกินทำต้อนรับฮูดากลับนรา เนอะ!ฮูดาอ่อ…หรือไปพบปะบ้านแกดี อยากกินหนมจีนอุมมุฟาติมะฮฺ ^^

  10. ^^ เห็นด้วยกับตีทุกประการจ๊ะ…ยังไม่เคยชิมฝีมือทำอาหารฟาตีมะฮ์เลยเค้กช็อคโกแลตกับหนมจีนหรอ … น่าสนแฮะ(เหมือนมัดมือชกยังไงไม่รู้)ต้องถามเจ้าตัวเค้าดูก่อนว่าว่างและสะดวกรึเปล่า ? …. ^_^

  11. >>แท้จริงแล้วเราเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และเราต้องกลับคืนสู่พระองค์<< ร่างกายก็เป็นแค่สิ่งที่ถูกสร้าง เรามีหน้าที่ทำอาม้าลอิบาดะฮฺต่อพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลกด้วยความบริสุทธิ์ใจ หลังจากไปเราจะถูกทดสอบอีกมาก

  12. อัสสลามมูอ่าลัยกุมจ่ะ ยาอุคตีน้ำตาไหลอ่ะ ได้ข้อคิดมากมาย อินชาอัลลอฮเป็นวิทยาทานที่สะกิดใจมนุดคนนึงได้ (ขออัลลอฮรักษา)เจอกันในดูอาอ น่ะ(อินชาอัลลอฮ)ด้วยกำลังใจ รักอุคตีน่ะ

  13. ฟาติมะฮฺเสนอมาว่า…ไปทำอะไรทานกันที่บัยตุนชีฟาอฺ(บ้านก๊ะกี้)ว่าแต่ว่าจะกินอะไรดี…ตกลงวันเวลาให้แน่ก่อนเน้อ…หากวันที่16นั้น ช่วงเช้าตีกะว่าจะไปทำฟันก่อนน่ะเอาไงดีเอ่ย…

  14. ฮุดาป่วยหนักขนาดนี้ ไม่บอกให้รู้บ้าง เผื่อจะแวะไปเยี่ยมอีกรอบกลับมาวันนั้น ก็ไม่รู้เลยว่าฮุดากลับไปอาการเพียบอีกเจอกันวันอีดก็ไม่เห็นเล่า ตกใจชะมัดตอนอ่านถึงฉากวินาทีนั้น(ลุ้นเหมือนลืมไปว่าเจ้าของเรื่องเค้ารอดมาอัพบล็อกให้อ่านอยู่นี่แล้ว)ถึงจะสัมผัสความรู้สึกไม่ได้เท่าคนที่เจอด้วยตัวเองแต่คิดว่ามองเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของวินาทีนั้นนะวินาทีที่อยู่ระหว่างเป็นกับตาย…อยู่ระหว่างโลกที่มีเรื่องราวและผู้คนมากมายรอให้กลับไปวุ่นวายกับโลกที่มีแต่เรากับการกระทำที่ไม่อาจแก้ไขอะไรได้ …อยู่ระหว่างดุนยากับชีวิตจริงหลังจากนั้นถ้าความรู้สึกแบบนั้นอยู้กับเราทุกวินาทีก็คงจะดีเราจะได้สำนึกเสมอว่าไอ้อะไรต่อมิอะไรที่เรากำลังกังวลว้าวุ่นน่ะมันช่างเล็กน้อยที่จริงแล้วโลกนี้ไม่มีอะไรเลย..ไม่มี ปล. ดูแลสุขภาพด้วย รู้ว่ากินยาไม่สนุก ก็อย่าทำให้ตัวเองตกอยู่ในภาวะที่ต้องกินมันซิจ๊ะ

  15. อัสลามูอาลัยกุมเราก็เคยเจอแบบนี้เหมือนันอ่าจ๊ะแต่เราจมน้ำ ในช่วงเวลาตอนนั้น มันทรมานมากๆ ถึงที่สุดเลยทีเดียวแหละทั้งน้ำ เข้าปาก เข้าจมูก ส่วนมือ ก็ชูขึ้น รอคนมาช่วยขาก็แตะพื้นไม่ถึงด้วยสิ่มันเป็นอะไรท่ทรมานมาก แต่โชคดีเหมือนกัน พระองค์ให้เราลิ้มรสของความตายว่ามันน่ากัวขนาดไหนตอนนี้เรารู้แล้ว

  16. นูรฮายาตี…. บ้านก๊ะกี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้ขอออกไปง่ายๆหน่อย วันไหนก็ได้จ๊ะ ที่ทุกคนสะดวก จะประชุมเรื่องค่ายเปิดบ้านฯ3 ด้วยเลยน่ะ ว่ายังไง? ฝากบอกพี่น้อง(มอ.ปัต)คนอื่นๆด้วยจ๊ะ สุมัยยะฮฺ… เราไม่ได้ลืมที่จะเล่าหรอก แต่ พอดีว่าช่วงนั้นที่ไปบ้านตอนวันอีด ยังเป็นช่วงทีพูดมากๆไม่ได้ (ไม่งั้นจะเหนื่อย หายใจไม่ทัน) แค่เดินเข้าในซอยบ้านตัวเองวันนั้น ก็ใช้ได้เลยหละ เลยกะว่ามาเล่าให้ทุกคนฟังทีเดียวเลยกว่า จะได้ไม่ต้องเล่าหลายๆรอบ(จะได้เป็นฉบับเดียวกันหมด) พี่น้องทุกคน ญาซากุมมุลลอฮูคอยรอนญาซาอฺสำหรับทุกดุอาอฺ และกำลังใจ … อัลฮัมดูลิลลาฮฺ

  17. อ่านแล้ว……ได้ข้อคิดเยอะมากเลยอ่ะค่ะ ญาซากิลลาฮฺมากๆน่ะค่ะ

  18. อัสลามมุอะลัยกุม วะรอฮมาตุ้ลลอ วะบารอกาตุฮอัลหัมดุลิลละห์ และยะซากัลลอฮุคอยรอน พี่สาวคนนึงทึ่แนะนำให้มาอ่านอ่านแล้วนึกคำพูดไม่ออกเลยว่าจะพูดว่าอะไรดี มีแต่ความรู้สึกล้วน ๆความรู้สึกที่เหมือนกับสิ่งที่เราทุกคนต่างรู้ดี ทุกคนต่างรู้ว่าสักวันชีวิตของตัวเองหลีกไม่พ้นกับสิ่งนี้แต่คำว่ารู้ หรือจะสู้การได้ประสบกับมันด้วยตัวเองพี่น้องผู้ร่วมศรัทธาจ๋า…พี่น้องโชคดีมากกว่าหลาย ๆ คนที่ต้องประสบกับมันแต่ไม่มีโอกาสกลับมาบอกกล่าวให้คนอื่นที่ยังไม่คิดถึงมัน ได้รับรู้และเตรียมตัวกันจริง ๆ สักทีนูร เองถึงแม้จะไม่ได้ลิ้มรสชาดของมัน อย่างที่พี่น้องประสบมา แต่ก็พอจะนึกออกในความรู้สึกและตัวเองเคยเกือบประสบอุบัติเหตุรถชนจากรถประจำทาง วินาทีที่เราต้องรู้สึกว่า …มันจบสิ้นแล้วนะสิ่งที่เราเคยได้รับในดุนยานี้ เราต้องจากทุกคนที่เรารัก ความฝันของเรามันไม่มีประโยชน์อีกต่อไปอาม้าลของเราจะเป็นอย่างไร ในสายตาอัลลอฮ ชีวิตในหลุมของเราจะเป็นอย่างไร………….ความคิดเหล่านี้มันเข้ามาในสมองใช้เวลาแค่เสี้ยวนาที มากกว่าจะคิดว่าเราจะตายยังไง มันเจ็บปวดหรือเปล่า ข่าวคราวของเราจะถึงคนที่เรารักยังไง……วินาทีที่พร้อมจะตาย……..จากที่เคยบอกตัวเองว่าเราพร้อมแล้วที่จะตายอยู่ตลอดเวลาเอาเข้าจริง ก็ลังเลเหมือนกัน ไม่ได้กลัวตาย แต่กลัวว่าเราจะรอดไหม (รอดจากการลงโทษของอัลลอฮไหม เพียงพอหรือยังกับความดีที่เราทำ และจะแน่ใจได้ยังไง ว่ามันจะถูกตอบรับหรือเปล่า)ลาอิลาฮาอิลลัลลอฮ….ขอให้มัน…เป็นเครื่องเตือนใจเราอยู่ทุกนาทีของการมีชีวิต เพื่อวันที่เป็นของเราจริง ๆ ขอให้เราได้มั่นใจในการกลับไปด้วยเถิด ยาอัลลอฮขอพระองค์ทรงนำทางพวกเรา และทรงอย่าทำให้พวกเราหลงทางเลยขอให้พวกเราทุกคนเป็นบ่าวที่พระองค์ทรงพอพระทัยขออย่าให้ความตายเป็นทีหวาดกลัวสำหรับพวกเราเลยยาอัลลอฮ บ่าวขอความคุ้มครองจากพระองค์ ทรงคุ้มครองให้บ่าวและพี่น้องผู้ศรัทธาทุกคนห่างไกลจากความกริ้วของพระองค์ การลงโทษของพระองค์ และไฟนรกญะหันนัมขอให้พวกเราทุกคนอยุ่ในหมู่ผู้ที่พระองค์ทรงพอพระทัย และอยู่ในหมู่ชาวสวรรค์ญันนะตุ้ลฟิดเดาส์ ด้วยเถิดอามีน…

  19. พอมาอ่านแบบนี้ความรู้สึกที่ได้รับก็แตกต่างจากที่ได้ฟังจากปากและได้จ้องมองที่ดวงตาแต่ก็รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดและความอดทนที่พี่สาวคนนี้ได้ต่อสู้กับมันแต่อยากจะบอกว่าพี่สาวเก่งขึ้นเยอะเลยน่ะเรื่องกินยานะ^^(แต่ก็ยังคงต้องเคี้ยวคุกกี้กินน้ำตามอีกตามเคย)พอดีมีเน็ตของพี่มาให้ใช้เลยได้มาท่องโลกกว้างอีกครานึงแต่อีกสักพักก็คงต้องปลีกวิเวกหลบลมมรสุมอยู่ภายในป่าเขาอีกตามเคยก็อัลฮัมดุลิลลาฮฺสำหรับเน็ตที่ทำให้ได้มาอ่านบทความบทนี้ปกติจะต้องเดินทางไปยี่สิบกว่าๆกิโลถึงจะได้เจอกับอะไรแบบนี้นี้เราพาท่องอวกาศรึเปล่าน่ะ เหอะแต่ถึงยังไงก็สู้ๆสู้แล้วสู้อีกน่ะค่ะพี่สาวถึงแม้วันนี้จะไปเจอกันที่สงขลาไม่ได้แต่ถึงยังไงก็ยังอยากจะไปอยู่ดี(จะพูดเพื่อหาอะไรเนียะ^^)แต่จะทำไงได้ล่ะถ้าหากว่าหลงกลับเข้ามาอยู่ในหุบเขานี้แล้วคงจะออกไปไหนยากมากมายเฮ้อ ต้องผ่านด่านหลายด่านสุดท้ายแล้วก้ไม่ได้ไปอยู่ดี เพราะสอบไม่ผ่านแม้แต่ด่านเดียว(ไว้วันหลังถ้าหากมีโปรแกรมล่วงหน้าก็จะตรงดิ่งไปก่อนแล้วค่อยแว๊บกลับเข้าบ้าน^^แบบนี้ได้รึเปล่าน่ะ)อยู่บ้านแล้วรู้สึกเหมือนโดนตัดแขนตัดขายังไงไม่รู้- -"

  20. السلام عليكم ورحمة الله وبركاتهปกติไม่ค่อยได้แวะอ่านสเปซใครต่อใครนัก มักจะเอาข้อมูลมาเก็บในสเปซตัวเองมากกว่าพอดีเพิ่งรู้ว่าเจ้าของสเปซนี้คือฮุดา ก็เลยแวะมาเยี่ยม เห็นหัวข้อเรื่องนี้อดอ่านไม่ได้แว้บแรก นึกถึงตอนดมยาผ่าคลอดท้องสอง คลื่นไส้ หายใจไม่ออกแค่นั้นก็เริ่มกล่าวชะฮาดะฮฺแล้ว… แต่ก็แค่ช่วงสั้นๆ แล้วผ่านไปนึกถึงตอนที่กะว่าไม่รอดแล้วจริงๆอยู่ในเรือท่ามกลางซึนามิ ตอนนั้นได้แต่คิดว่า จะได้ไปสวรรค์จริงเหรอ?พยายามซิกรุลลอฮฺเพิ่มความดีให้มากที่สุดแต่มันก็ยังเป็นการรอความตายที่ตั้งสติได้ไม่รู้ว่า.. ถึงคราวตายจริงจะมีโอกาสตั้งหลักแบบนี้มั้ยแล้วตัวเองก็ยังเป็นมนุษย์ผู้หลงลืมกี่ช่วงเวลากันที่เราได้รำลึกถึงความตายตลอด استغفر اللهขอต่ออัลลอฮฺให้เราเป็นผู้รำลึกถึงพระองค์อย่างมากมาย และเตรียมพร้อมกลับคืนสู่พระองค์ในสภาพที่ดีขออัลลอฮฺคุ้มครองและช่วยเหลือน้องสาวคนนี้จ้ะ ช่วงสอบด้วยชิมะ

  21. วะอะลัยกุมมุสลาม วะรอฮฺมาตุลลอฮฺ วะบะรอกาตุฮฺค่ะญากิลลาฮูคอยรอนค่ะพี่สาวสำหรับดุอาอฺและประสบการณ์ที่นำมาเลาแลกเปลี่ยนตอนนี้ก็สอบเส็ดแล้วค่ะ กว่าจะผ่านระลอกนั้นมาได้…ด้วยกับความประสงค์ของอัลลอฮฺ และหลายๆดุอาอฺ (อัลฮัมดูลิลลาฮฺ) ^^

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.